สายขับขี่หลายคนอาจเคยเห็นโซ่รถของตัวเองเริ่มมีคราบสีส้มเกาะ แล้วคิดว่า "แค่สนิมนิดหน่อย ขับไปก่อนคงไม่เป็นไร" แต่รู้หรือไม่ว่าคราบสนิมเกร็ดเล็กๆ บนสายโซ่นั้น อาจเป็นชนวนเหตุของอุบัติเหตุใหญ่และค่าซ่อมหลักหมื่นที่คุณคาดไม่ถึง
วันนี้เราจะสรุป 4 ผลเสียตัวร้ายของการฝืนใช้โซ่ที่ขึ้นสนิม พร้อมวิธีเช็กง่ายๆ ว่าโซ่ของคุณยังไหวอยู่ หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว
1. เสี่ยง "โซ่ขาด" กลางทาง
สนิมไม่ได้อยู่แค่บนผิวโซ่ แต่จะกัดกร่อนเข้าไปในเนื้อเหล็กและสลักข้อต่อ ทำให้โซ่สูญเสียความยืดหยุ่น เกิดอาการ "ข้อติด/ข้อแข็ง" เมื่อเจอแรงบิดตอนเร่งแซงหรือวิ่งด้วยความเร็วสูง โซ่ที่ไม่ยืดหยุ่นจะรับแรงดึงไม่ไหวและขาดทันที
2. โซ่ฟาดแคร้งแตก / ล้อล็อกกะทันหัน (อันตรายที่สุด)
ในจังหวะที่โซ่ขาดขณะรถวิ่งด้วยความเร็ว โซ่จะเหวี่ยงตัวอย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่เหตุการณ์อันตราย 2 รูปแบบ ได้แก่
- ฟาดแคร้งเครื่องยนต์แตก ทำให้น้ำมันเครื่องรั่วซึม ค่าซ่อมยกเครื่องแพงกว่าค่าโซ่หลายเท่า
- หลุดไปพันซี่ล้อหลัง ส่งผลให้ล้อหลังล็อกกะทันหัน รถเสียการทรงตัวและลื่นไถลทันที
3. สเตอร์พังไว ต้องยกชุดใหม่ทั้งเซ็ต
ข้อต่อโซ่ที่แข็งเพราะสนิมจะเข้าไปขูดและงัดกับฟันสเตอร์หน้า-หลัง ทำให้ฟันสเตอร์สึกหรอก่อนเวลาอันควร เกิดอาการฟันแหลมหรือสเตอร์ล้ม ซึ่งมักลงเอยด้วยการต้องเปลี่ยนยกชุดทั้งโซ่และสเตอร์
4. รถอืดลงอย่างเห็นได้ชัด และกินน้ำมันมากขึ้น
แรงต้านทาน (Friction) ที่เกิดจากสนิม ทำให้เครื่องยนต์ต้องเค้นกำลังมากกว่าปกติเพื่อหมุนล้อ ผลที่ตามมาคือรถบิดไม่ค่อยออก และกินน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ควรหมั่นเช็ด ทำความสะอาด และฉีดน้ำยาหล่อลื่นโซ่อย่างน้อยทุกๆ 500-1,000 กิโลเมตร หรือทุกครั้งหลังขับขี่ลุยฝนหรือลุยน้ำท่วม เพื่อยืดอายุการใช้งานของโซ่และเซฟความปลอดภัยของตัวคุณเอง